<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1902968958731488529</id><updated>2012-02-16T05:28:20.518-08:00</updated><category term='[Blog footter]วิชาการ'/><title type='text'>Jernniko blog</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://shibirut.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://shibirut.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>shibirut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14067225471397769607</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/THxNK428LFI/AAAAAAAAAFU/A0GudfdSpXQ/S220/26859_370926227643_568287643_3652060_65192_n.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1902968958731488529.post-464270521242684745</id><published>2008-09-20T01:18:00.000-07:00</published><updated>2008-09-20T01:19:28.897-07:00</updated><title type='text'>เรียงร้อยถ้อยคำสู่บทเพลงอมตะกับอ.วิรัช อยู่ถาวร</title><content type='html'>&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1902968958731488529-464270521242684745?l=shibirut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://shibirut.blogspot.com/feeds/464270521242684745/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1902968958731488529&amp;postID=464270521242684745' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/464270521242684745'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/464270521242684745'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://shibirut.blogspot.com/2008/09/blog-post_20.html' title='เรียงร้อยถ้อยคำสู่บทเพลงอมตะกับอ.วิรัช อยู่ถาวร'/><author><name>shibirut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14067225471397769607</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/THxNK428LFI/AAAAAAAAAFU/A0GudfdSpXQ/S220/26859_370926227643_568287643_3652060_65192_n.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1902968958731488529.post-2357887386356276041</id><published>2008-09-04T03:11:00.000-07:00</published><updated>2008-09-21T02:33:15.810-07:00</updated><title type='text'>ขนมเต่าสีแดง (อ่างกู้)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. ความหมาย และความสำคัญของขนมเต่า &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      ขนมเต่า หรือ อ่างกู้  มาจากภาษาจีน อ่าง หมายถึง แดง ส่วน กู้ หมายถึง เต่า แปลว่า เต่าสีแดง เป็นขนมพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนทางภาคใต้ ซึ่งไม่มีเนื้อเต่าเจือปนแม้แต่น้อย แต่ขนมเต่า หรืออ่างกู้นี้จะทำจากแป้งข้าวสาลี ผสมกับน้ำตาลทราย ไม่มีไส้มีรสหวานจัด แล้วนำไปปั้นเป็นรูปเต่าขนาดต่างๆ จากนั้นจึงทาด้วยสีแดง ซึ่งมักพบเห็นในประเพณีที่เป็นมงคลต่างๆ ของชาวจีน โดยเฉพาะประเพณีผ้อต่อ (หรือวันสารทจีน เป็นเทศกาลงานบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษ) ถือเป็นประเพณีหนึ่งของชาวไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ภูเก็ต ที่ได้นำขนมเต่ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบวงสรวง จนกระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ของงานนี้ เพราะชาวจีนเหล่านี้มีความเชื่อว่า เต่า เป็นสัตว์ที่มีอายุยืน ดังนั้นการทำพิธีต่างๆ จึงนิยมนำเต่ามาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีด้วย ซึ่งมีความนัยว่าจะทำให้ตนเอง และสมาชิกในครอบครัวจะมีอายุยืนเหมือนเต่านั่นเอง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. ความเป็นมาของขนมเต่า (อ่างกู้)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;   สำหรับขนมเต่า หรือ อ่างกู้ มีประวัติความเป็นมาจากความเชื่อหนึ่งของชาวจีน โดยเรื่องย่อมีเนื้อความอยู่ว่า เมื่อครั้งที่พระภิกษุชาวจีนมีชื่อว่า อีจิง ได้ออกเดินทางจากประเทศจีนเพื่อไปศึกษาพระพุทธศาสนา ณ แคว้นลังกา ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้น เพื่อที่จะกลับมาเผยแพร่ให้กับชาวพุทธในแผ่นดินที่ตนเกิดต่อไป&lt;br /&gt;      ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ พระภิกษุรูปนี้ได้แวะพักที่แหลมสุวรรณภูมิ หรือภาคใต้ของประเทศไทยในปัจจุบัน เพื่อรอคลื่นลมที่เหมาะสมในการเดินเรือไปยังแคว้นลังกา อีกทั้งยังได้ใช้เวลาทำการศึกษาภาษาสันสกฤต และวัฒนธรรมต่างๆ ของท้องถิ่นชาวสุวรรณภูมิอีกด้วย&lt;br /&gt;      เมื่อเวลาผ่านไปคลื่นลมได้สงบดีแล้ว เหมาะแก่การเดินทางต่อ พระภิกษุรูปนั้น พร้อมกับคณะจึงได้ออกเดินทางโดยเรือ เพื่อที่จะไปยังจุดหมาย ทันใดนั้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เกิดพายุโหมพัดรุนแรงจนทำให้เรือแตก และได้ลอยคออยู่กลางทะเล แต่ด้วยความที่มีใจหมายที่จะไปศึกษาพระธรรม ที่แคว้นลังกาให้ได้ ท่านอีจิงจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า หากตนมีบุญพอที่จะไปเล่าเรียนพระธรรม เพื่อที่จะสืบสานคำสอนของพระพุทธองค์แล้วไซร้ ก็ขอให้รอดพ้นจากความตายในครั้งนี้ด้วย  หลังจากนั้นได้มีเต่าตัวใหญ่โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ แล้วช้อนเอาร่างท่านอีจิงว่ายกลับเข้าสู่ฝั่งอย่างปลอดภัย&lt;br /&gt;       หลังจากที่รอดชีวิตมาได้ ท่านอีจิงก็ได้มาถึงที่หมาย ศึกษาพระพุทธศาสนา ณ แคว้นลังกา จนสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ และด้วยความสำนึกในบุญคุณของเต่าใหญ่ที่ได้ช่วยชีวิตท่าน เมื่อครั้นเดินทางไปศึกษาพระธรรม ท่านอีจิงจึงได้ริเริ่มให้มีการทำขนมเต่าสีแดง หรืออ่างกู้ เพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้ในประเพณีต่างๆ ของชาวไทยเชื้อสายจีน ได้แก่ ประเพณีพ้อต่อ, ประเพณีกินผัก (เจ) เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการทำขนมเต่า (อ้างกู้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/SNYUjgiiVeI/AAAAAAAAADY/9BiY6BfYF8Q/s1600-h/1481.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/SNYUjgiiVeI/AAAAAAAAADY/9BiY6BfYF8Q/s320/1481.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5248405016009659874" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณภาพถ่ายจาก http://www.sabaiphuket.com/photo_gallary/g_show.php?gid=88.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผสม&lt;br /&gt;-แป้งข้าวสาลี&lt;br /&gt;-น้ำตาลทราย&lt;br /&gt;วิธีการทำขนมเต่า&lt;br /&gt;1.นำแป้งข้าวสาลี มาคลุกกับน้ำตาลทราย&lt;br /&gt;2.นวดจนแป้ง และน้ำตาลทรายรวมเป็นเนื้อเดียวกัน มีลักษณะเหนียวข้น &lt;br /&gt;3.จากนั้นนำไปวางทาบบนกระทะมีลักษณะเป็นใบบัว อัดกดลงไป&lt;br /&gt;4.นำสีแดงไปทาบนขนม แต่ลวดลายต่างๆ และจำรึกคำมงคลต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. ความเชื่อ และคุณค่าต่างๆ ที่ปรากฏในขนมเต่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;3.1 เรื่องของความกตัญญู&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;จากการศึกษาเรื่องขนมเต่านั้น พบว่าเป็นการแสดงความกตัญญ และระลึกถึงพระคุณของเต่าที่ได้ช่วยชีวิตพระภิกษุรูปหนึ่งให้รอดพ้นจากความตาย ขณะเดินทางไปศึกษาพระธรรม ณ แคว้นศรีลังกา จากนั้นจึงริเริ่มการทำขนมเต่าสีแดง เพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้ในประเพณีผ้อต่อ อีกทั้งยังนำมาผนวกกับประเพณีมงคลอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังพบเรื่องความกตัญญูที่เกี่ยวกับขนมเต่า นั่นก็คือ การที่คนได้ขอขนมเต่าจากองค์พ้อต่อ ในประเพณีงานพ้อต่อ (วันสารทจีนของคนภูเก็ต) เพื่อไปรับประทานให้ความเป็นสิริมงคล ในปีถัดไปเมื่อเทศกาลพ้อต่อเวียนกลับมาอีกครั้ง ผู้ที่เคยขอในปีที่แล้ว จะต้องนำขนมเต่าที่มีขนาดเท่ากัน หรือใหญ่กว่าที่ได้จากที่เคยได้ในปีแล้ว  มาถวายที่ศาลเจ้าพ้อต่อด้วย นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูรู้คุณ ที่มีนัยสำคัญว่า เมื่อได้กินขนมเต่าจากคนที่ได้นำมาถวายให้กับศาลเจ้าแล้ว ในปีต่อไปผู้อื่นที่ยังไม่ได้กิน และมีความประสงค์ที่จะกิน ก็จะได้มีขนมเต่ามาให้กินอยู่ทุกๆ ปี เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด ไม่มีวันที่ขนมเต่านี้จางหายไปจากประเพณีดังกล่าวอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;3.2. เรื่องโชคลาง&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;สำหรับความเชื่อเรื่องโชคลาง ที่ปรากฏในขนมเต่านั้น มีความเชื่อว่า หากใครที่ได้กินขนมเต่า (อ่างกู้)จะประสบแต่เรื่องดีๆ ที่เป็นมงคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;3.3 ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;หากได้นำขนมเต่าที่ตัวใหญ่กลับไปบ้าน กินคนเดียวคงจะไม่หมดแน่ ก็ให้แบ่งความเป็นมงคลเหล่านี้เผื่อแผ่แก่คนในครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหายด้วย การกระทำดังกล่าวหากพิจารณาถึงนัยสำคัญ นั่นคือ เป็นสิ่งที่ปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดี ให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;3.4 ความสามัคคี&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;ขนมเต่าที่ปรากฏในงานประเพณีต่าง ๆแสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของผู้คนในเมือง ที่ร่วมกันนำถวายแก่ศาลเจ้า นำไปบูชา เซ่นไหว้เจ้า อยู่ให้เห็นตลอดตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน เป็นความสามัคคีที่ร่วมใจกันสืบทอดมาให้เห็นจนทุกวันนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;3.5 ความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจะนำไปรับประทานได้นั้นจะต้องมีการขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ เทพเจ้านั่นเอง โดยใช้ปัวะโป้ยเครื่องเสี่ยงทายเป็นตัวบอกคำตอบว่าเทพเจ้าจะให้ผู้นั้นนำกลับไปรับประทานหรือไม่ หากอนุญาติจึงสามารถจะนำกลับไปได้ แต่หากไม่ได้คนนั้นก็จะต้องยอมรับ และอาจจะขอใหม่ได้ในประเพณีอื่นๆ ที่มีขนมเต่า หรืออาจจะขอในปีถัดไป ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพราะทุกคนที่เข้าไปทำการเสี่ยงทายขออนุญาติล้วนแต่มีพื้นฐานความเชื่อ ความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันทุกคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;3.6 นำมาประกอบอาชีพหลัก&lt;/em&gt;&lt;br /&gt; การทำขนมเต่า ไม่ใช่ทำเพียงแค่เมื่อมีเทศกาล หรือประเพณีสำคัญๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถทำขนมเต่าขายเป็นอาชีพหลัก เพื่อนำเงินมาเลี้ยงชีพได้อีกด้วย เพียงแต่ว่าไม่ได้ปั้นออกมาเป็นรูปเต่าเท่านั้นเอง แต่จะตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนรสชาดมีรสชาดเหมือนกับขนมเต่าทุกประการ คือ รสหวานจัด โดยจะมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมโก๋อ่อน ชาวท้องถิ่นจะนิยมนำมารับประทานกับกาแฟในยามบ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องของขนมเต่า (อ่างกู้)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;4.1 ภูมิปัญญาด้านประเพณี&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;- ประเพณีผ้อต่อ (วันสารทจีน)&lt;br /&gt;เมื่อไหร่ที่มีประเพณีพ้อต่อขึ้น ก็จะเห็นขนมเต่า เรียงรายปรากฏอยู่ในงานด้วย ถึงแม้ว่าขนมเต่าจะปรากฏให้เห็นในเครื่องเซ่นไหว้ประเพณีมงคลๆ ต่างๆของชาวจีนแล้ว แต่ขนมเต่าในประเพณีพ้อต่อจะเป็นขนมเต่าตัวใหญ่เท่านั้น ขนมเต่าตัวใหญ่ จะมีชื่อเรียกว่า ตั่วกู้ ในขณะที่ขนมเต่าตัวเล็กนั้น เราเรียกว่า อ่างกู้ ส่วนงานประเพณีมงคลอื่นๆ เช่น ประเพณีกินเจ , ประเพณีการเกิด เป็นต้น แต่ขนมเต่าจะมีขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สลับกันไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ประเพณีกินผัก (เจ)&lt;br /&gt;ชาวไทยเชื้อสายจีนทางภาคใต้ไม่ว่าจะเป็น พังงา ภูเก็ต ตรัง ระนอง เป็นต้น ล้วนแต่จะมีประเพณีกินผัก (เจ) ที่ยิ่งใหญ่ และน่าสนใจกว่าภูมิภาคอื่นๆ ด้วยพิธีกรรมสำคัญต่างๆ ที่ปรากฏในประเพณีกินผัก (เจ) นั่นเอง นอกจากอาหารเจที่มีให้เลือกมากมายในประเพณีกินผักแล้ว ขนมเต่าก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ปรากฏให้เห็นในประเพณีกินผัก (เจ) ด้วยอีกเช่นกัน เพราะขนมเต่าเป็นขนมที่ทำจากแป้ง และน้ำตาล โดยไม่มีเนื้อเต่าเจือป่นมาแต่อย่างใด ขนมเต่าจึงสามารถนำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ในประเพณีกินผัก (เจ) ได้ ส่วนขนาดของขนมเต่าจะมีหลายขนาดด้วยกัน ไม่ว่าจะเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ประเพณีตรุษจีน&lt;br /&gt;ถือเป็นอีกประเพณีที่บูชาเทวดา หรือเทพเจ้าสูงสุดบนสวรรค์ นิยมนำขนมเต่ามาเซ่นไหว้เช่นกันนำขนมนี้มาไหว้เพื่อให้อายุมั่นขวัญยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;4.2 ภูมิปัญญาเรื่องการเสี่ยงทาย&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;        การศึกษาเรื่องขนมเต่า พบว่า ขนมเต่า มีความสัมพันธ์กับการเสี่ยงทาย โดยไม่สามารถแยกจากกันได้ นั่นก็คือ การทำพบเห็นขนมเต่า ปรากฏในงานเทศกาล ประเพณีต่างๆ นั้น หากใครมีความประสงค์ที่จะนำกลับไปกินที่บ้าน เพื่อความเป็นมงคลแล้ว ก่อนที่จะนำเต่ากลับบ้านจะต้องขออนุญาติแก่องค์พ้อต่อในประเพณีผ้อต่อก่อน หรือแม้กระทั่งในประเพณีกินผัก (เจ) ก็จะต้องทำการขออนุญาติจากเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ก่อน สำหรับเครื่องเสี่ยงทายที่นำมาใช้สำหรับการขออนุญาตินำขนมเต่าไปกินได้นั่น เรียกว่า ปัวะโป้ย &lt;br /&gt;คือ การทอดวัตถุเสี่ยงทายเพื่อทราบรหัสคำตอบว่าใช่หรือไม่ ซึ่งมีลักษณะเป็นรากไม้ไผ่ผ่าซีก แผ่นไม้ที่จัดทำขึ้นพิเศษ มีลักษณะกลมรีเหมือนรูปไต ด้านหนึ่งโค้งนูนคล้ายหลังเต่า  ส่วนอีกด้านหนึ่งขัดผิวเกลี้ยงเรียบ จำนวน ๒ ชิ้น และเหมือนกันทั้ง 2 ชิ้น &lt;br /&gt;จากนั้นจะนำเอาวัตถุเสี่ยงทายทั้งสองชิ้นยกขึ้นมาประกบกัน ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วบรรจงปล่อยให้หล่นลงสู่พื้น ณ บริเวณเบื้องหน้าแท่นบูชา ซึ่งการเสี่ยงทายนี้สามารถกระทำได้  เพียง 3 ครั้งเท่านั้น   สำหรับผลลัพธ์ที่จะปรากฏ คือ การตอบรับ – การปฏิเสธ โดยมีความหมายดังนี้&lt;br /&gt;แบบที่ 1 หากโป๊ยแล้วออก หงาย – คว่ำ หมายถึง แสดงว่าท่านให้ &lt;br /&gt;แบบที่ 2 หากโป๊ยออก หงาย – หงาย หรือ คว่ำ – คว่ำ หมายถึง ท่านยังไม่ให้&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม หากการโป๊ยขอใหม่ได้อีก 2 ครั้ง หากครบสามครั้งแล้วยังไม่ได้ ก็ให้หยุดทำการขอนั้นเสีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;4.3 ภูมิปัญญาในเรื่องของสัญลักษณ์&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;สำหรับขนมเต่านั้น มีสัญลักษณ์สำคัญที่ปรากฏอยู่ 2 ประการ อันได้แก่&lt;br /&gt;- สีแดง  หมายถึง เป็นสีที่เป็นมงคลของชาวจีน&lt;br /&gt;- ลักษณะเป็นรูปเต่า หมายถึง เต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาว &lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นหากใครได้ไหว้เต่าจึงเป็นการต่ออายุให้ตนเอง และถือเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;4.4 ภูมิปัญญาด้านภาษา&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาเรื่องขนมเต่าพบว่า เมื่อผ่านขั้นตอนกระบวนการทำขนมเต่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นผู้ทำจะต้องมีการเขียนคำที่เป็นมงคลต่างๆ สลักไว้หลังเต่า ได้แก่&lt;br /&gt; ร่ำรวย - กินแล้วจะส่งผลให้ร่ำรวย&lt;br /&gt; โชคดี - กินแล้วจะส่งผลให้โชคดี&lt;br /&gt; สุขขี - กินแล้วจะส่งผลให้มีแต่ความสุขให้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;4.5 ภูมิปัญญาด้านศิลปะ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;การทำขนมเต่า มีเรื่องภูมิปัญญาด้านศิลปะมาประยุกต์ใช้ในการทำขนมเต่าด้วย นั่นก็คือ ตัวเต่าจะทาด้วยสีแดง และบนหลังเต่าจะมีการวาดลวดลายต่างๆ อันได้แก่ ดอกไม้ ใบไม้ สีต่างๆ ตัดกับลายเส้น ทั้งนี้เพื่อให้เต่ามีลักษณะสีสันสวยงามมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. การนำภูมิปัญญามาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;                ขนมเต่าในปัจจุบันนอกจากจะพบเห็นในช่วงเทศกาลต่างๆ และเนื่องจากว่าบางคนได้ขนมเต่าตัวใหญ่กลับไปทานที่บ้านนอกจากจะแจกจ่ายไปแก่เพื่อนบ้าน ญาติสนิทแล้ว ขนมเต่าที่เหลือก็ยังเยอะอยู่ เพราะเนื่องจากว่าเป็นขนมที่มีรสหวานจัด จึงอาจทำให้ผู้ทานทานได้เพียงนิดหน่อยเท่านั้น และหากทิ้งไว้หลายวันก็อาจจะทำให้ขนมเสียได้ เพราะสภาพอากาศทางภาคใต้จะมีลักษณะร้อนชื้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดราขึ้นขนมได้เสียง่ายๆ ดังนั้นชาวบ้านบางบ้านจึงนำขนมเต่านี้นำไปชุบไข่แล้วนำไปทอด เหมือนกับการทอดขนมเข่ง ถือเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ขนมเต่านี้มีรสชาดที่อร่อยอีกแบบหนึ่งด้วย&lt;br /&gt; อย่างไรก็ดีขนมเต่าดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นทางภาคอื่นๆ ของประเทศไทยอีกด้วย หากเพียงแต่ว่าไม่ได้ปั้นเป็นรูปเต่าเหมือนตอนนำไปเป็นเครื่องบวงสรวงในประเพณีทางภาคใต้ แต่ขนมเต่าที่วางขายตามร้านทำขนมทั่วไปหาซื้อได้ทุกวันจะมีลักษณะเป็นท่อนยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อแป้งสีขาวขุ่น เหนียว นุ่ม รสชาดหวานจัด ทั้งนี้ขนมเต่าจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขนมโก๋อ่อนนั่นเอง นิยมนำมารับประทานกับกาแฟยามบ่าย นอกจากนี้ขนมโก๋อ่อนยังมีการพัฒนาเป็นรสชาดใหม่ๆ ออกมาให้รับประทานกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำกลิ่นผลไม้ต่างๆ ไปผสมกับแป้งเพื่อให้มีความหอมยิ่งขึ้นอีกด้วย  อีกทั้งยังมีการพัฒนาในลักษณะของขนมโก๋อ่อนสอดไส้รสชาดต่างๆ เช่น ขนมโก๋อ่อนสอดไส้งาดำ, ขนมโก๋อ่อนสอดไส้ชาเขียว, ขนมโก๋อ่อนสอดไส้ถั่วเขียว, ขนมโก๋อ่อนสอดไส้ถั่วดำ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6. แนวทางการสืบทอดการทำขนมเต่า (อ้างกู้)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt; ขนมเต่า (อ่างกู้) ถึงแม้จะเป็นขนมที่มีความคิด ความเชื่อมาจากชาวจีนแล้ว ยังสามารถถ่ายถอดมาสู่สังคมไทย จนกลายเป็นภูมิปัญญาที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว และกลายเป็นขนมที่มีเอกลักษณ์สำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ทางภาคใต้ ควรค่าแก่การอนุรักษื และสืบทอดให้คงอยู่ต่อไป โดยมีแนวทางการอนุรักษ์ดังนี้&lt;br /&gt; 1. ในช่วงที่มีประเพณีสำคัญๆ ต่างๆ ที่เกี่ยวกับชาวไทยเชื้อสายจีน เช่น กินผัก (เจ) ,ผ้อต่อ (วันสารทจีน), วันตรุษจีน เป็นต้น มักจะมีการไหว้ขนมเต่าร่วมในประเพณีดังกล่าวด้วย ดังนั้นในงานประเพณีเหล่านี้ ร้านขนมต่างๆ ที่รับทำขนมเต่าก็มีการเปิดร้านให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวงานประเพณีดังกล่าวได้เยี่ยมชมร้าน พร้อมกับรับชมการสาธิตวิธีการทำขนมเต่า อีกทั้งตั้งซุ้มจัดสอนให้แก่ผู้ที่สนใจอยากทำ เพื่อให้ขนมเต่านี้อยู่คู่กับประเพณีสำคัญต่อไปในอนาคต&lt;br /&gt; 2. นอกจากขนมเต่าที่ปั้นเป็นรูปเต่าแล้ว เพื่อให้ขนมอยู่คู่กับชีวิตประจำวันของชาวไทยเชื้อสายจีนทางภาคใต้แล้ว ก็มีการทำขนมเต่าในรูปแบบที่ไม่ต้องปั้นเป็นรูปเต่า เรียกอีกชื่อว่า ขนมโก๋อ่อน ซึ่งขั้นตอนการทำจะง่ายกว่าขนมเต่า ตรงที่ไม่ต้องมาปั้นเป็นตัวเต่า เพียงแค่ตัดเป็นชิ้นๆ เท่านั้น ง่ายแก่การหาซื้อมารับประทาน และสามารถขายได้ทุกวัน ส่งเสริมให้กลายเป็นสินค้า OTOP ต่อไป&lt;br /&gt; 3. มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรวิชาเรียนคหกรรมตามสถาบันการศึกษาในท้อง&lt;br /&gt;ถิ่นต่างๆ หรือจัดทัศนศึกษาไปยังแหล่งเรียนรู้ กล่าวคือ พาไปร้านที่ทำขนมโก๋อ่อน เพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการไปทัศนศึกษา และได้ปฏิบัติจริง ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกฝังนักเรียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมภูมิปัญญาในท้องถิ่นนั้นๆ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดภูมิปัญญาดังกล่าวในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณข้อมูลจาก&lt;br /&gt;คุณอ้อม &lt;br /&gt;www.kathutin.com/main/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=96&amp;Itemid=5.&lt;br /&gt;http://lip.kru.ac.th/bsru/48/rLocal04/stories.php?story=06/02/11/8698652.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1902968958731488529-2357887386356276041?l=shibirut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://shibirut.blogspot.com/feeds/2357887386356276041/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1902968958731488529&amp;postID=2357887386356276041' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/2357887386356276041'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/2357887386356276041'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://shibirut.blogspot.com/2008/09/blog-post.html' title='ขนมเต่าสีแดง (อ่างกู้)'/><author><name>shibirut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14067225471397769607</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/THxNK428LFI/AAAAAAAAAFU/A0GudfdSpXQ/S220/26859_370926227643_568287643_3652060_65192_n.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/SNYUjgiiVeI/AAAAAAAAADY/9BiY6BfYF8Q/s72-c/1481.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1902968958731488529.post-7905261602513078590</id><published>2008-08-30T21:12:00.000-07:00</published><updated>2010-02-24T23:21:36.896-08:00</updated><title type='text'>พิธีกรรมที่เกิดขึ้นตลอด 9 วันของการกินผัก (เจ) อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา</title><content type='html'>- พิธีป้างเอี๋ยกุน ในอดีตบ้านเมืองยังไม่มีความเจริญ การเดินทางไม่สะดวก ไม่มีปฏิทิน ผู้คนต่าง ทำมาหากินในที่ต่างๆ การส่งข่าวสารจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นทางศาลเจ้าจึงมีการทำพิธีป้างเอี๋ยกุน คือ พิธีกรรมปล่อยทหารทั้ง 5 กองทัพ เพื่อเป็นการเตือน หรือแสดงอภินิหารต่างๆ ให้คนที่กินผัก(เรียกว่า พวกฉ่ายอิ๋ว) ประจำปี ได้รับรู้ว่าใกล้ถึงเวลาที่กินผักแล้ว ขอให้เตรียมตัวกลับมาตะกั่วป่า เช่น ทำการกระตุกเท้าตอนนอน ,การเข้าฝัน เป็นต้น โดยพิธีนี้จะทำขึ้นก่อนกินผัก 15 วัน ในเดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ ตามปฏิทินจีน สำหรับพิธีกรรมปล่อยทหารทั้ง 5 กองทัพ คือ&lt;br /&gt;กองทัพที่ 1 ทิศตะวันออก ธงสีเขียว   มี “เอี่ยวเจี้ยน” เป็นแม่ทัพ มีทหาร 99,000 นาย&lt;br /&gt;กองทัพที่ 2 ทิศตะวันตก ธงสีขาว     มี “บุ๋นเกียด” เป็นแม่ทัพ มีทหาร 66,000 นาย&lt;br /&gt;กองทัพที่ 3 ทิศใต้  ธงสีแดง     มี “อ๋อเองซุน” เป็นแม่ทัพ มีทหาร 88,000 นาย&lt;br /&gt;กองทัพที่ 4 ทิศเหนือ ธงสีดำ      มี “ลุ่ยจิ้นจู” เป็นแม่ทัพ มีทหาร 55,000 นาย&lt;br /&gt;กองทัพที่ 5 ทิศกลาง ธงสีเหลือง มี “ต่งตั๋นหวั่นโซ่ย” เป็นแม่ทัพ มีทหาร 33,000 นาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พิธียกเสาหล่อเต้ง จะทำขึ้นก่อนวันกินผัก 1 วัน โดยจะเริ่มในช่วงบ่ายของวันนั้น มีการทำความ&lt;br /&gt;สะอาดศาลเจ้า ประกอบพิธีการ ยกเสาโกเต้ง สำหรับแขวนตะเกียงทั้ง 9 ดวง ทั้งนี้เพื่อเป็นการประกาศการว่าพิธีถือศีล กินผัก (กินเจ) เริ่มต้นแล้ว &lt;br /&gt;จากนั้นช่วงเวลา 1 ทุ่มของวันนั้น จะมีพิธีการโก้ยเฉ่งอิ๋ว คือ นำน้ำมันจุดไฟ เพื่อทำการเคลียร์พื้นที่ เป็นการทำความสะอาด และกำจัดสิ่งสกปรกของชั่วร้ายต่างๆ ให้ออกจากพื้นที่ภายในเมืองตะกั่วป่าไปให้หมดเสียก่อนที่จะเริ่มพิธีกินผัก (เจ) จากนั้นจึงจะใช้ เฉ่งปั่วะ (กระถางสำหรับจุดไม้จันทร์หอม) นำไปวางตรงพื้นที่ที่สะอาดแล้วจะได้มีกลิ่มหอม ปราศจากอันตรายต่างๆ ซึ่งพิธีดังกล่าวจะทำโดยม้าทรง หรือร่างทรงพร้อมคณะ จะเดินไปทำพิธีการล้างทำความสะอาดตามบ้านเรือนต่างๆ ทั่วเมืองตะกั่วป่า ซึ่งชาวบ้านจะมีการตั้งโต๊ะ ที่ประกอบไปด้วยดอกไม้ ธูป เทียน ผลไม้ และน้ำชา เพื่อทำการต้อนรับ ม้าทรง และคณะที่มาทำความสะอาด&lt;br /&gt;เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนม้าทรง กับคณะจะเดินทางไปทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณ กิ่วอ๋องไต่เต่ (เทพ&lt;br /&gt;เจ้าทั้ง 9 พระองค์) ไปเป็นประธานประกอบพิธีกินผัก ที่สะพานแม่น้ำ และกลับไปยังศาลเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พิธีบูชาเจ้า บูชาด้วยเครื่องเซ่นต่างๆ  ทั้งที่ศาลเจ้า และที่บ้าน เมื่อครบ 3 วัน ในการถือศีลกินผักจะถือว่าผู้นั้นบริสุทธิ์ ภาษาจีน เรียกว่า เฉ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พิธีโขกุ้น   เป็นพิธีเลี้ยงอาหาร ทำในวันขึ้น 3 ค่ำ และ 9 ค่ำ หลังเที่ยง โดยจะเตรียมอาหาร สุรา&lt;br /&gt;เซ่นสังเวย และหญ้าให้ม้าศึกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พิธีซ้อนก้ง  เป็นการสวดมนต์วันละ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พิธีบูชาดาว จะทำขึ้นในคืน 7 ค่ำ เพื่อขอให้คุ้มครอง และเป็นสิริมงคลกับผู้ที่กินผัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พิธีออกเที่ยว (แห่พระ) ภาษาจีน เรียกว่า เหียนเก่า หมายถึง เซียน หรือเทพเจ้าที่เข้าทรง และรูปปั้นเกาะสลัก จัดขบวนแห่ไปตามที่ต่างๆ ทั่วเมืองตะกั่วป่า เพื่อทำการโปรดสัตว์ ขบวนแห่จะมีป้ายชื่อแขวนธง และดนตรีที่เร้าใจ ได้แก่ กลอง และฆ้อง &lt;br /&gt;จากความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของชาวจีน กล่าวว่า เทพเจ้ามีการแบ่งชนชั้นเป็น 3 ระดับ ดังนั้นก่อนที่จะนำเทพเจ้าออกเที่ยว จะต้องมีพิธีการตีกลองในพิธีกินผัก (เจ) ซึ่งมีความหมายในแต่ละครั้ง แตกต่างกันไป ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การตีครั้งที่ 1 &lt;/strong&gt;เป็นการแสดงความเคารพเทพเจ้าชั้นล่างสุด ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 36 องค์ การตีกลองครั้งแรกนี้จึงตีจำนวนทั้งสิ้น 36 ครั้ง โดยจะทำพิธี ณ ห้องประทับที่ทางศาลเจ้าจัดไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การตีครั้งที่ 2 &lt;/strong&gt;พิธีกรจะอันเชิญดวงวิญญาณกิ๋วอ๋อง (เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์) ออกจากห้องประทับไปยังเก่ว หรือเกี๊ยว เมื่ออันเชิญดวงวิญญาณประทับเก่วเฒ่าแล้ว จึงจะตีกลอง และฆ้องครั้งที่ 2 เพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าชั้นกลาง มีจำนวน 72 องค์ ดังนั้นจะต้องตีกลองจำนวนทั้งสิ้น 72 ครั้ง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การตีครั้งที่ 3 &lt;/strong&gt;พิธีกรจะอ่านรายชื่อผู้ที่มาลงชื่อทำบุญในพิธีกินผัก (เจ) ทุกคน รวมถึงกรรมการ และผู้ที่มาช่วยในงานกินผัก ทุกคน (ซึ่งจะอ่าน 2 วัน คือ วันที่ 6 และวันที่ 9 ของการกินเจ) ทั้งนี้เพื่อเป็นการแจ้งให้สวรรค์ได้รับรู้ เมื่ออ่านเสร็จแล้ว ก็จะตีกลอง และฆ้องอีกเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าชั้นสูงสุด มีจำนวน 108 องค์ จึงต้องตีกลองจำนวนทั้งสิ้น 108 ครั้ง เพื่อเป็นการถวายความเคารพต่อเทพเจ้าทุกๆ พระองค์ที่สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นม้าทรง (ร่างทรง) และคณะ จะเดินออกแห่ทั่วเมืองตะกั่วป่า จะเดินไปตามบ้านเรือนที่ตั้งเครื่องบูชา ซึ่งได้แก่ ดอกไม้ ธูป เทียน น้ำชา ผลไม้ เป็นต้น เพื่อทำการโปรดสัตว์ และมีการแสดงอภินิหารต่างๆ เช่น การใช้เหล็กแทงปาก ใช้ลูกตุ้มหนามทุบตามร่างกาย  นอกจากนี้พระที่เป็นรูปปั้นแกะสลักประทับในเก่ว (หรือเกี้ยว) หามไปในขบวนแห่ จะใช้สำหรับขบวนแห่วันที่ 6 และวันที่ 9  ของการกินผัก โดยเก่วที่ใช้ในวันนั้นจะมี 2 รูปแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) เก่วหนุ่ม (ภาษาท้องถิ่น)หรือเกี้ยวธรรมดา เมื่อเกี้ยวนี้ถึงหน้าบ้านใคร ก็จะมีการจุดประทัด เพื่อเป็นการแสดงการต้อนรับ ผู้ที่หามเกี้ยวนี้จะต้องเป็นผู้ที่ถือศีลกินผัก ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด และเป็นผู้ชายเท่านั้นดังนั้นการเล่นประทัด ผู้ที่มีความบริสุทธิ์จริง จะมีแค่รอยฉีกขาดของเสื้อผ้าเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) เก่วเฒ่า (ภาษาท้องถิ่น) หรือเกี้ยวเฒ่า  หมายถึง เกี้ยวที่เป็นที่ประทับดวงวิญญาณของกิ๋วอ๋อง ซึ่งภายในเก่วเฒ่านี้จะมีแค่กระถางธูป ที่ได้ทำพิธีอันเชิญดวงวิญญาณเทพเจ้าเข้าไปประทับนั่นเอง โดยเก่วนี้ เมื่อไปถึงหน้าบ้านใครจะไม่มีการจุดประทับใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะกราบไหว้แทน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พิธีแสดงอภินิหาร เช่น การลุยกองไฟ  การปีนบันไดมีด  อาบน้ำมัน &lt;br /&gt;- พิธีข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์ (โก๊ยห่าน) ผู้ข้ามสะพานสะเดาะห์เคราะห์จะเขียนชื่อตัวเองลงในกระดาษ พร้อมธูป 1 ดอก แล้วนำไปมอบให้ม้าทรงที่ยืนอยู่ 2 ข้างสะพาน เมื่อข้ามสะพานเสร็จแล้วจะมีการประทับตราสีแดงเป็นตัวอักษรภาษาจีนที่เสื้อด้านหลัง โดยผู้ที่จะข้ามสะพานนั่นจะต้องใส่เสื้อขาว กางเกงขาวเท่านั้น ห้ามสตรีคนใดที่มีประจำเดือน หรือมีครรภ์ทำพิธีข้ามสะพานสะห์เคราะห์เด็ดขาด&lt;br /&gt;- พิธีการส่งพระ ทำในวันสุดท้ายของการกินผัก กลางวันจะทำการส่งหยกอ๋องซ่งเต่ หรือเง็กเซียนฮ่องเต้ที่หน้าเสาหล่อเต้ง ส่วนกลางคืนจะส่งพระกิ๋วอ๋องฮุดโจ๋วกลับสู่สวรรค์ทางทะเล สำหรับผู้ที่จะไปส่งพระนั้นต้องใส่ชุดขาว พร้อมกับธูปใหญ่ 1 ดอก เมื่อขบวนออกพ้นประตูศาลเจ้า ตะเกียงเสาหล่อเต้งจะถูกลดลง และส่งพวกทหารกลับสู่สวรรค์ ซึ่งเป็นอันเสร็จพิธี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรปฏิบัติ 10 ประการสำหรับผู้ที่ถือศีลกินผัก (เจ)&lt;br /&gt;1. ชำระร่างกายให้สะอาดตลอดช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก&lt;br /&gt;2. ทำความสะอาดเครื่องครัวและแยกใช้คนละส่วนกับผู้ที่ไม่ได้ถือศีลกินผัก&lt;br /&gt;3. ควรสวมชุดขาวตลอดช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก&lt;br /&gt;4. ประพฤติตนดีทั้งกายและใจ&lt;br /&gt;5. ห้ามบริโภคเนื้อสัตว์&lt;br /&gt;6. ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก&lt;br /&gt;7. ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา&lt;br /&gt;8. ผู้ที่อยู่ระหว่างไว้ทุกข์ไม่ควรร่วมงานประเพณีถือศีลกินผัก&lt;br /&gt;9. หญิงมีครรภ์ไม่ควรดูพิธีกรรมใด ๆ ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก&lt;br /&gt;10. หญิงมีประจำเดือนไม่ควรร่วมพิธีกรรมใด ๆ ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1902968958731488529-7905261602513078590?l=shibirut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://shibirut.blogspot.com/feeds/7905261602513078590/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1902968958731488529&amp;postID=7905261602513078590' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/7905261602513078590'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/7905261602513078590'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://shibirut.blogspot.com/2008/08/9.html' title='พิธีกรรมที่เกิดขึ้นตลอด 9 วันของการกินผัก (เจ) อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา'/><author><name>shibirut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14067225471397769607</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/THxNK428LFI/AAAAAAAAAFU/A0GudfdSpXQ/S220/26859_370926227643_568287643_3652060_65192_n.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1902968958731488529.post-8650345365505388279</id><published>2008-08-01T23:45:00.000-07:00</published><updated>2010-02-24T23:24:07.333-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='[Blog footter]วิชาการ'/><title type='text'>เทศกาลกินผัก (เจ) ตะกั่วป่า</title><content type='html'>อำเภอตะกั่วป่า เป็นเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า ตะโกลา ถือเป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งของฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้  ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีพระยาเสนานุชิต (นุช ณ นคร) เป็นผู้ปกครองเมือง และมีนโยบายให้ทำเหมืองแร่ เนื่องจากตะกั่วป่า ถือว่าเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุก สามารถส่งเงินรายได้เข้ากรุงเทพ เพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน &lt;br /&gt; ด้วยความเจริญในการทำเหมืองแร่นี่เอง ทำให้ชาวจีนหลั่งไหลเข้ามาอาศัยทำเหมืองแร่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณชุมชนคลองปิของตะกั่วป่า ซึ่งคนจีนเหล่านี้มีความเชื่อ ความศรัทธาในเรื่องเทพเจ้าอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดโรคไข้ป่า หรือไข้มาลาเรีย ระบาดขึ้นทั่วเมือง ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในตะกั่วป่าขณะนั้น ต่างก็อันเชิญเทพเจ้า เคารพบูชาประกอบกับทำพิธี เจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ขึ้น ในเวลาต่อมาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็หายไปหมดสิ้น สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนในเมือง และต่างก็หันมาศรัทธา ดังนั้นจึงมีการก่อตั้งศาลเจ้าขึ้น (หรือเรียกว่า “อ้าม” มาจากภาษาจีนฮกเกี๊ยน) ประกอบกับทำพิธีกินผัก (เจ) หรือที่ชาวจีนเรียกว่า เจี๊ยะกิวอ่องฉ่าย (กินผัก) ขึ้นในปีมะเส็ง เดือน 9 ขึ้น 1 ค่ำ – 9 ค่ำ ตรงกับปี พ.ศ.2386 และสืบทอดประเพณีกินผัก (เจ) มาถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt; ในเวลาต่อมาเจ้าพ่อกวนอูได้ประทับร่างทรง นายก่าวหยี (ผู้ดูแลศาลเจ้าในขณะนั้น) และบอกว่าจะเดินทางไปเกาะสอง ประเทศพม่า เพื่อทำการปราบปราม โปรดสัตว์ และโปรดมนุษย์พร้อมกับรักษาคนจีนที่สูบฝิ่น และคนป่วยด้วย เมื่อถึงวันที่เดินทางนายก่าวหยี่ได้ทำพิธีอันเชิญเทพเจ้ากวนอูใส่ตระกร้าหวาย พร้อมกับจุดธูป 9 ดอก เดินทางโดยนั่งเรือไปยังเกาะสอง เมื่อไปถึงเกาะสอง นายก่าวหยีรู้สึกแปลกใจมาก เนื่องจากมีธงจีนมีชื่อพระประดับประดาไปทั้งเกาะ จากนั้นได้มีเถ้าแก่ใหญ่ใส่ชุดขาว ถือธูปที่จุดแล้ว 9 ดอก นั่งคุกเข่าโขกศรีษะอยู่ที่ท่าเรือ เพื่อรอรับเทพเจ้ากวนอู  จากนั้นได้ทำพิธีอัญเชิญเทพเจ้ากวนอูขึ้นประทับเก่ว พร้อมกับจัดขบวนแห่ไปทั่วตลาดเกาะสอง จนกระทั่งถึงโรงพิธี นายก่าวหยีจึงสอบถามว่าทราบได้อย่างไรว่าเทพเจ้ากวนอูจะมาที่นี่ เถ้าแก่จึงให้คำตอบว่าเทพเจ้ากวนอูได้แสดงอภินิหารโดยการเข้าฝันว่าท่านที่อยู่ที่ตะกั่วป่า และจะเดินทางมาเกาะสอง เพื่อที่จะทำการรักษาคนจีนที่ติดฝิ่น และปราบปรามคนจีนที่สูบฝิ่นด้วย จึงขอให้เถ้าแก่ต้อนรับด้วย ดังนั้นตนจึงได้ปฏิบัติตามความฝัน ในที่สุดนายก่าวหยี และเทพเจ้ากวนอูได้ประทับอยู่ที่เกาะสองเป็นระยะเวลา 3 ปี จากนั้นได้ลาชาวจีน และเถ้าแก่ เพื่อเดินทางกลับตะกั่วป่า  ก่อนที่จะเดินทางกลับเถ้าแก่ได้มอบกิ้มซิ่นรูปพระ 2 องค์ คือ รูปเต้เอี๋ยเทพเจ้ากวนอูเป็นรูปที่ยืนแต่งตัวแบบนักรบ (บู่ซิ่น) และรูปโลเฉี่ย (ต่งตั๋นหวั่นโซ่ย) เพื่อเป็นที่สักการะ และจัดพิธีกินผักของชาวตะกั่วป่าต่อไป สำหรับพิธีกินผักของชาวตะกั่วป่านั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2386 – ปัจจุบัน &lt;br /&gt;(2551) รวมระยะเวลาเป็น 165 ปี&lt;strong&gt;บทวิเคราะห์ตำนานเทศกาลกินเจ&lt;br /&gt;1. ภาพสะท้อนวิถีชีวิตจากวรรณกรรม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประวัติศาสตร์ &lt;/strong&gt;ทราบถึงความสำคัญของเมือง เช่น เดิมตะกั่วป่า ชื่อว่า ตะโกลา ถือว่าเป็นเมืองโบราณที่สำคัญเมืองหนึ่ง ปรากฏตั้งแต่สมัยสุโขทัย – รัตนโกสินทร์ ถูกรุกรานจากพม่า สร้างความเสียหายให้กับเมืองเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อาชีพหลัก&lt;/strong&gt;(ในสมัยนั้น) คือ การทำเหมืองแร่ดีบุก เกิดเป็นรายได้แผ่นดิน ชาวจีนจึงอพยพเข้ามาประกอบอาชีพ เพื่อทำเหมืองแร่ และได้นำวัฒนธรรมของตัวเองมาสืบทอดให้ชาวตะกั่วป่าในเวลาต่อมา &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเดินทาง &lt;/strong&gt;ซึ่งยานพาหนะที่ใช้สมัยนั้น จะเป็นเรือ โดยความตอนหนึ่งในตำนานเทศกาลกินผัก (เจ) ของเมืองตะกั่วป่า ได้กล่าว่า นายก่าวหยี่ที่ดูแลศาลเจ้าเดินทางไปยังเกาะสอง ประเทศพม่า โดยใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง ทั้งนี้เพื่อทำการโปรดสัตว์ รักษาชาวจีนที่ติดฝิ่น ตามที่เทพเจ้าได้มีความประสงค์จะไป เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. ภาพสะท้อนความเชื่อในด้านต่างๆ&lt;br /&gt;2.1 ความเชื่อในพระพุทธศาสนาด้านต่าง ๆ&lt;br /&gt;2.1.1 ความเชื่อเรื่องการปฏิบัติให้อยู่ในศีลธรรม&lt;/strong&gt;งดเว้นการฆ่าสัตว์ บริโภคเนื้อสัตว์ ละอบายมุขแล้ว ยังเป็นการรักษาศีล ปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี ทั้งกาย วาจา และใจ ควบคู่กันไปด้วยในระหว่างเทศกาลกินผัก (เจ) &lt;br /&gt; &lt;strong&gt;2.1.2 ความเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม&lt;/strong&gt;หากบุคคลใดมีความประพฤติดี ก็จักประทานพร อำนวยความสมบูรณ์พูนสุขให้ หากว่า&lt;br /&gt;บุคคลใดมีความประพฤติในทางอกุศลกรรมวิถี(กรรมชั่ว) ก็จะลงโทษ นั่นคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.1.3 การผสมผสานลัทธิความเชื่อต่างๆ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นิกายมหายาน มีความเชื่อในพระโพธิสัตว์ เจ้าแม่กวนอิม&lt;br /&gt;ลัทธิเต๋า  มีความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่างๆ รวมถึงเทพเจ้าต่างๆ ที่มีอิทธิฤทธิ์ &lt;br /&gt;ลัทธิขงจื้อ มีความเชื่อเรื่องของความกตัญญู จริยธรรม&lt;br /&gt;เมื่อลัทธิความเชื่อต่างๆ หล่อรวมกันจึงกลายเป็นประเพณีกินผัก (เจ) ที่สืบทอดกันมายาวนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.2 ความเชื่อในเทพเจ้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เชื่อว่าเทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์นี้ เป็นเทพเจ้าประจำดาวพระเคราะห์ ซึ่งแต่ละองค์ทำหน้าที่&lt;br /&gt;ผลัดเปลี่ยนกันดูแลโลก ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน หรือกลางคืน โดยที่พระเคราะห์เหล่านี้มีอิทธิพลอยู่เหนือธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และธาตุทอง ซึ่งธาตุทั้ง 4 เหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะหากปราศจากธาตุเหล่านี้ มนุษย์ , สัตว์ , พืช ล้วนแต่ต้องตาย ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงบูชาพระเคราะห์ดังกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.3 ความเชื่อด้านฤกษ์ยาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การทำพิธีกรรมทุกๆอย่างในเทศกาลกินผัก (เจ) จะมีการดูฤกษ์ยามที่เหมาะสม ซึ่งทางศาลเจ้าจะใช้วิธีการปัวะโป้ย (คือ การทอดวัตถุเสี่ยงทายเพื่อทราบรหัสคำตอบว่าใช่หรือไม่) มีลักษณะเป็นรากไม้ไผ่ผ่าซีก แผ่นไม้ที่จัดทำขึ้นพิเศษ มีลักษณะกลมรีเหมือนรูปไต ด้านหนึ่งโค้งนูนคล้ายหลังเต่า  ส่วนอีกด้านหนึ่งขัดผิวเกลี้ยงเรียบ จำนวน ๒ ชิ้น และเหมือนกันทั้ง 2 ชิ้นซึ่งก่อนจะทำการโป้ย จะต้องท่องคาถา จากนั้นจึงโยนโป้ยดังกล่าว ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมามี 2 ลักษณะดังนี้&lt;br /&gt;1) ลักษณะคว่ำ 1 อัน หงาย 1 อัน หมายถึงว่า สามารถเริ่มพิธีกรรมต่างๆ ได้ &lt;br /&gt;2) แต่ถ้าหากออกมาในลักษณะที่คว่ำทั้ง 2 อัน หรือหงายทั้ง 2 อัน จะหมายถึง ยังไม่ถึงเวลาที่จะเริ่มพิธีกรรมใดๆ ผู้ที่ทำพิธีจะต้องทำการท่องคาถาใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง พร้อมกับโป้ยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะออกมาในลักษณะที่ 1) กล่าวคือ คว่ำ 1 อัน หงาย 1 อัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.4 ความเชื่อในเรื่องข้อห้ามต่างๆ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ข้อห้ามในการละเว้นการกินผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ประเภท อันได้แก่ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว, กุ้ยฉ่าย, ใบยาสูบ จะเห็นได้ว่า ผักทั้ง 5 ชนิดพบอยู่ในข้อห้ามของการกินผัก (เจ) หากพิจารณาถึงนัยสำคัญของข้อห้ามการกินผักทั้ง 5 นี้ ล้วนแต่ให้โทษแก่ร่างกายทั้งสิ้น&lt;br /&gt; กระเทียม ทำลายการทำงานของของหัวใจ กระทบต่อธาตุไฟ&lt;br /&gt; หัวหอม ทำลายการทำงานของไต กระทบต่อธาตุน้ำ&lt;br /&gt; หลักเกียว  ทำลายการทำงานของม้าม กระทบต่อธาตุดิน&lt;br /&gt; กุ้ยฉ่าย ทำลายการทำงานของตับ กระทบต่อธาตุไม้&lt;br /&gt; ใบยาสูบ ทำลายการทำงานของปอด กระทบต่อธาตุโลหะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. ภูมิปัญญาที่ปรากฎอยู่ในตำนานเทศกาลกินผัก (เจ)&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.1 ภูมิปัญญาด้านอาหาร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มีการประกอบอาหารเจในรูปแบบต่างๆ มากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนเกษตรที่นำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย และให้คุณค่าสารอาหารแทนเนื้อสัตว์ ที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลกินผัก (เจ) ของอ.ตะกั่วป่า นั่นก็คือ  ขนมเต่า ทำด้วยแป้งข้าวสาลี ผสมกับน้ำตาล ปั้นเป็นตัว หรือพิมพ์เป็นรูปเต่า ขนาดต่างๆ และย้อมด้วยสีแดง สาเหตุที่ปั้นเป็นรูปเต่านั้น กล่าวคือ เต่า ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาวจีน หมายถึง ความมีอายุยืนยาว ส่วนที่ทาขนมเต่าด้วยสีแดงนั้น สีแดงก็ถือเป็นสีที่อันเป็นมงคลของชาวจีน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.2  ภูมิปัญญาด้านภาษา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มีคำศัพท์ภาษาจีนต่างๆ มากมายที่ปรากกฏอยู่ในพิธีกรรมต่างๆ ของเทศกาลกินผัก (เจ) เมืองตะกั่วป่า ซึ่งคำศัพท์เหล่านั้นล้วนแต่เป็นที่เข้าใจความหมายตรงกันทุกคนของชาวเมืองดังนั้นจึงมีการผสมผสานภาษาในการใช้ระหว่างภาษาท้องถิ่น (ภาษาใต้) และภาษาจีน ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของเทศกาลกินผัก (เจ) ตัวอย่างเช่น กิ๋วอ๋อง-เทพเจ้าทั้ง 9,พวกฉ่ายอิ๋ว-คนที่กินผัก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.3 ภูมิปัญญาด้านอาชีพ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญทางด้านอาชีพหลักของคนในท้องถิ่น ซึ่งก็คือ การขุดแร่ดีบุก ถือว่าเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่มีอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลของชาวจีน และชาวต่างชาติอื่นๆ เข้ามาประกอบอาชีพทำเหมืองแร่ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวจีนที่อพยพเข้ามาได้นำเอาวัฒนธรรมของจีนเข้ามาเผยแพร่ในอ.ตะกั่วป่า และสืบทอดประเพณีจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.4 ภูมิปัญญาด้านเครื่องดนตรี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เครื่องดนตรีที่สำคัญที่ใช้ประกอบในประเพณีกินผัก (เจ) นั่นก็คือ กลอง นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีอื่นๆ อีก เช่น ฉาบ ,ฆ้อง เป็นต้น ทั้งนี้เเครื่องดนตรีเหล่านี้จะใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญในการกินผัก (เจ) เช่น พิธีการตีกลอง และฆ้อง จะทำในวันที่ 6 และวันที่ 9 ของการกินผัก (เจ) ก่อนที่จะอันเชิญดวงวิญญาณของเทพเจ้าทั้ง 9 ไปจัดขบวนแห่ทั่วเมืองตะกั่วป่า เพื่อทำการโปรดสัตว์  อีกทั้งยังสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในพิธีกินผัก (เจ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. การส่งทอด หรือสืบทอดวิถีชีวิตและความเชื่อมาถึงปัจจุบัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สืบทอดด้านการทำพิธีกรรมต่างๆ เรียกว่า ฮวดกั๊ว คือ คนที่เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมทั้งหมด เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างเทพ กับมนุษย์ โดยผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้ จะต้องเป็นคนที่มีความสนใจ และต้องการที่จะเรียนจริงๆ บางคนเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจนต่อโต เพื่อสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ และต้องผ่านการยอมรับจากผู้สอนถึงจะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ &lt;br /&gt;นอกจากนี้ในแต่ละปีจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อจัดการ และดูแลกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างเทศกาลกินผัก (เจ) ซึ่งจะมีคณะกรรมการ 2 ชุด คือ&lt;br /&gt;1)คณะกรรมการศาลเจ้า หรือ ฝ่ายบริหาร (ที่ต้องมีประจำทุกศาลเจ้า) ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน &lt;br /&gt;2)แต่ในช่วงเทศกาลกินผักนั้นจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการประจำปีอีก 1 ชุด จำนวน 5 คน ซึ่งจะเรียกว่า เถ้าแกลอจู้ 1 คน และผู้ช่วยลอจู้อีก 4 คน โดยจะทำการคัดเลือกจากรายชื่อของคนที่กินผัก (เจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. ผลจากการปฏิบัติตามพิธีกรรมต่างๆ ในมุมมองด้านต่างๆ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5.1 ด้านสังคม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนในเมือง ต่างมีความสามัคคีกัน เช่น พบว่าช่วงนั้นบรรยากาศของเมืองจะเต็มไปด้วยสีขาวของเสื้อผ้า สลับกับสีแดงของประทัด ร่วมกันถือศีล กินผัก พร้อมกับทำบุญสนับสนุนการจัดงาน รวมไปถึงการพร้อมใจที่จะช่วยกันทำอาหารเจ ณ โรงเจ ตลอด 9 วันของการกินผัก (เจ) ผู้ที่ลงชื่อกินผัก (เจ) กับศาลเจ้านั้นๆ ก็สามารถถือปิ่นโต เพื่อเอากับข้าวไปรับประทานที่บ้าน หรืออาจจะทานที่โรงเจก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก ส่งผลให้ผู้คนในเมืองมีความสัมพันธ์ที่ดีรู้จักกันมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5.2 ด้านพฤติกรรม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาเรื่องไม่กินผักในเด็ก จึงไม่ค่อยพบ เนื่องจากเด็กได้มีการปลูกฝังให้กินผักตั้งแต่เด็กๆ โดยการปลูกฝังนี้สอดแทรกมากับประเพณีกินผัก (เจ) ที่ชาวเมืองสืบทอดต่อๆ กันมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5.3 ด้านการท่องเที่ยว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ประเพณีกินผักนี้สร้างความสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติมากมาย ยินดีที่จะเดินทางไปร่วมพืธีกรรมเหล่านี้ เพื่อพิสูจนให้เห็นกับตา ส่งผลในทางอ้อม คือ การได้เผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามนี้ให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ นำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6. แนวคิดสำคัญที่ได้จากการศึกษาภูมิปัญญาในวรรณกรรม&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;1. เนื้อหาสอดแทรกเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น การทำความดี ละเว้นความชั่ว จะส่งผลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง , การไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือ ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ไม่เอาเลือดเนื้อของสัตว์มาเป็นเลือดเนื้อของเรา เมืองตะกั่วป่าจึงมีแต่ความสงบสุขอยู่กันอย่างสันติ &lt;br /&gt;2. สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองตะกั่วป่าในสมัยก่อน (ช่วงเกิดเทศกาลกินผัก (เจ) ครั้งแรก) ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ใช้โดยเรือ, อาชีพในสมัยนั้น คือ การทำเหมืองแร่&lt;br /&gt;3. สอดแทรกความเชื่อในเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีการผสมผสานของวัฒนธรรม คือ เป็นการรับเอาวัฒนธรรมของชาวจีน มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมของชาวไทยในท้องถิ่นนั้น&lt;br /&gt;4. ส่งเสริมสังคมให้เกิดความสามัคคี การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ได้สอดแทรกมากับพิธีกรรมต่างๆ ในช่วงเทศกาลกินผัก (เจ) เพราะหากชาวตะกั่วป่าไม่ช่วยเหลือกัน ประเพณีอันดีงามนี้คงไม่ได้สืบทอดมาให้เห็นจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.yenta4.com/cutie/view_img.php?d_id=1040&amp;cate_id=4" target="_blank"&gt;&lt;img src="http://www.yenta4.com/cutie/upload/40/1040/47afcef9ea226.gif" border="0" alt="รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com" title="รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณข้อมูลจาก&lt;br /&gt;Otosang แปลข้อมูลจากจีนเป็นไทย&lt;br /&gt;Tomodaji ข้อมูลเรื่องม้าทรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณเว็บไซค์&lt;br /&gt;http:// www.pattaniamulet.com/forums/showthread.php?t=224.&lt;br /&gt;http://www.takola.com//Tradition/chines47/chines47.htm.&lt;br /&gt;http://www.guanim.com/html/PrapeneChina/ChiJ9.html. &lt;br /&gt;http://www.agalico.com/board/archive/index.php/t-312.html.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1902968958731488529-8650345365505388279?l=shibirut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://shibirut.blogspot.com/feeds/8650345365505388279/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1902968958731488529&amp;postID=8650345365505388279' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/8650345365505388279'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1902968958731488529/posts/default/8650345365505388279'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://shibirut.blogspot.com/2008/08/blog-head-line.html' title='เทศกาลกินผัก (เจ) ตะกั่วป่า'/><author><name>shibirut</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14067225471397769607</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_wbyjnN3RxeE/THxNK428LFI/AAAAAAAAAFU/A0GudfdSpXQ/S220/26859_370926227643_568287643_3652060_65192_n.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry></feed>
